ข้าพเจ้าเจอทำเลแหล่งใหม่ ดินน้ำสมบูรณ์ดี
เหมาะแก่การเพาะกล้าต้นกาพย์ต้นกลอนย่างยิ่ง
จึงใครขอแจ้งสหายที่บังเอิญหลงผ่านทางมา ณ ที่นี้
http://www.oknation.net/blog/T-watchai
ด้วยความเคารพอย่างสูง
คั่นฯ
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ท่ามเมือง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ท่ามเมือง แสดงบทความทั้งหมด
3 ก.ค. 2551
11 พ.ค. 2551
คำถาม
สายลมหนึ่งหยุดนิ่ง ข้าพเจ้ากลับยินเสียงอีกสายลมหนึ่ง
ท่วงทำนองหนึ่งร้องร่ำ ข้าพเจ้ากลับยินเพียงเสียงที่แปลกปร่า
วิถีชีวิตกำลังดำเนิน ข้าพเจ้ากลับพบความขัดแย้งในจิตใจ
ข้างนอกนั่นฝนกำลังพรำสาย ข้าพเจ้ากลับสัมผัสถึงน้ำตาข้างใน
ข้าพเจ้ากำลังเป็นอะไร?!
ยินเสียงมิตรฝากไว้ ข้าพเจ้ารับรู้ด้วยหัวใจ ไร้คำตอบเอื้อนเอ่ย จนกว่าข้าพเจ้าจะเข้าถึงซึ่งคำถาม และนั่นย่อมคาบเกี่ยวกับเวลา
เจอกันเมื่อเจอกัน ทุกท่าน
ท่วงทำนองหนึ่งร้องร่ำ ข้าพเจ้ากลับยินเพียงเสียงที่แปลกปร่า
วิถีชีวิตกำลังดำเนิน ข้าพเจ้ากลับพบความขัดแย้งในจิตใจ
ข้างนอกนั่นฝนกำลังพรำสาย ข้าพเจ้ากลับสัมผัสถึงน้ำตาข้างใน
ข้าพเจ้ากำลังเป็นอะไร?!
ยินเสียงมิตรฝากไว้ ข้าพเจ้ารับรู้ด้วยหัวใจ ไร้คำตอบเอื้อนเอ่ย จนกว่าข้าพเจ้าจะเข้าถึงซึ่งคำถาม และนั่นย่อมคาบเกี่ยวกับเวลา
เจอกันเมื่อเจอกัน ทุกท่าน
9 เม.ย. 2551
บันทึกรายทาง:สายลมแห่งไร่อ้อย
วิมล ไทรนิ่มนวล ตั้งชื่อไว้อย่างงดงามเป็นวลีหนึ่งบนหน้าปกหนังสือว่า'วิญญาณแห่งสายลมพัดพาฉันมา'มีสี่คำกำกับไว้ถึงเนื้อหาของหนังสือ ชีวิต แรงบรรดาลใจ ความไฝ่ฝัน และงานเขียน ต่อเมื่ออ่านจนจบคำถามหนึ่งผุดขึ้นมาให้ขบคิด "เหตุใดจึงอยากป็นนักเขียน"
ย้อนทบทวนความรู้สึกวินาทีแรกซึ่งจบบรรทัดสุดท้ายของหนังสือนาม'สายน้ำเปลี่ยนทาง'หลากหลายอารมณ์พลุ่งพล่าน กระทั่งไหลรวมกันในหลายนาทีต่อมา เพ่งพิศไปยังหนังสือเล่มหน้าในมือจึงรู้ชื่อแซ่แห่งอารมณ์เหล่านั้น มันคือความประทับใจ คงมีนักจิตวิทยาสักคนหนึ่งหรอกที่อรรถาธิบายมันได้อย่างละเอียดละออ รักแรกพบ สิ่งที่ค้นหามานาน โหยหาที่จะลิ้มรสอีก กระทั่งรวมไปถึงอยากเป็นแบบนั้น ทว่าแม้เป็นโชนไฟโชนแรกที่ถูกจุดสว่างบนก้านความรู้สึก ข้าพเจ้าคิด มันเพียงพอแล้วหรือที่จะเป็นแสงนำทางให้คนหนึ่งคนเดินสู่เส้นทางของนักเขียน ในเมื่อความประทับใจเดินทางมาในทุกช่วงขวบวัยของชีวิต
'วิญญาณแห่งสายลมพัดพาฉันมา'เล่าถึงบางช่วงบางตอนชีวิตของวิมล สภาพสังคมในวัยเด็ก ความเป็นอยู่ ความอยุติธรรมนามชนชั้น กระทั่งถึงจุดหักเหเข้าสู่เส้นทางนักเขียน ข้าพเจ้าเองนับถือนักเขียนนามนี้ในฐานะครูคนหนึ่งซึ่งผลิตผลงานจรรโลงโลก ทว่าไม่มีความคิดแม้แต่น้อยที่จะหยิบยกช่วงตอนของชีวิตเขามาเทียบเคียงกับชีวิตตัวเอง นั่นนับเป็นเรื่องที่อยู่สูงเกินความนึกคิดของนักหัดเขียนอย่างข้าพเจ้า กระนั้น ต่อเมื่อต้องหาคำตอบมาอรรถาธิบายต่อคำถามซึ่งรุกเร้าอยู่ทุกคราวเบื้องหน้าโต๊ะเขียนหนังสือตัวเล็กยามมืดบอดจินตนาการ ข้าพเจ้ามักชอบที่จะย้อนคิดไปถึงภาวะบางอย่างที่พัดพามาสู่วิถีแห่งการเขียน มันหาใช่สายลมแห่งวิญญาณ ทว่ามันก็ถือเป็นสายลมชนิดหนึ่ง เป็นสายลมฤดูหนาวแห่งท้องไร่อ้อย ณ.ดินแดนบ้านเกิด
ข้าพเจ้าเชื่อเรื่องความทรงจำอันแสนงดงาม แม้เป็นเพียงส่วนประกอบยิบย่อยที่รวมอยู่ในตัวคนๆหนึ่ง แต่สำหรับข้าพเจ้าเสมือนมันมีความสำคัญเยี่ยงเดียวกับเลือดเนื้อ บางทีอีกเหตุผลซึ่งชักจูงข้าพเจ้าให้หลงรักวิถีแห่งการเขียนอาจซ่อนตัวอยู่ในนั้น ภาพดอกอ้อยซึ่งโยกเอนล้อลมยามต้นฤดูหนาว กลิ่นหอมชื้นของน้ำค้างที่แทรกตัวอยู่ในอณูอากาศ เสียงหัวเราะท่ามกลางสายหมอกยามเช้า วิถีในวัยเด็กสอนให้ข้าพเจ้ารู้จักความงดงามเหล่านี้ ทว่ามันดูเป็นภาพซึ่งชินตาสามัญในขวบวัยขณะนั้น กระทั้งวิถีชีวิตพัดพามาสู่ดินแดนอันห่างไกลภาพเหล่านั้น ขณะเดียวกันก็กักขังความธรรมดาสามัญนั้นไว้ในส่วนลึก ลึกจนบางครั้งข้าพเจ้าเผลอนึกว่ามันเป็นเพียงมายาฝัน ต่อเมื่อข้าพเจ้าโหยต้องการเสพความสุขเหล่านั้นก็ราวกับว่ามันเลือนจนกลายเป็นความดำมืด แม้จะใช้ความพยายามขุดค้นสักเพียงไหนสิ่งที่ข้าพเจ้าได้กลับมากลายเป็นเพียงวาบแห่งความรู้สึกที่พร้อมจะหลุดลอยไปได้ทุกขณะจิต ข้าพเจ้าค้นพบว่ามีเพียงวิธีเดียวที่จะดึงมันออกมาจากห้วงมายานั้นได้อย่างจีรัง และวิธีนั้นคือการเขียน มนต์วิเศษที่บรรดาลภาพมายาให้เสมือนจริง!
ด้วยความเคารพ
คั่นฯ
ย้อนทบทวนความรู้สึกวินาทีแรกซึ่งจบบรรทัดสุดท้ายของหนังสือนาม'สายน้ำเปลี่ยนทาง'หลากหลายอารมณ์พลุ่งพล่าน กระทั่งไหลรวมกันในหลายนาทีต่อมา เพ่งพิศไปยังหนังสือเล่มหน้าในมือจึงรู้ชื่อแซ่แห่งอารมณ์เหล่านั้น มันคือความประทับใจ คงมีนักจิตวิทยาสักคนหนึ่งหรอกที่อรรถาธิบายมันได้อย่างละเอียดละออ รักแรกพบ สิ่งที่ค้นหามานาน โหยหาที่จะลิ้มรสอีก กระทั่งรวมไปถึงอยากเป็นแบบนั้น ทว่าแม้เป็นโชนไฟโชนแรกที่ถูกจุดสว่างบนก้านความรู้สึก ข้าพเจ้าคิด มันเพียงพอแล้วหรือที่จะเป็นแสงนำทางให้คนหนึ่งคนเดินสู่เส้นทางของนักเขียน ในเมื่อความประทับใจเดินทางมาในทุกช่วงขวบวัยของชีวิต
'วิญญาณแห่งสายลมพัดพาฉันมา'เล่าถึงบางช่วงบางตอนชีวิตของวิมล สภาพสังคมในวัยเด็ก ความเป็นอยู่ ความอยุติธรรมนามชนชั้น กระทั่งถึงจุดหักเหเข้าสู่เส้นทางนักเขียน ข้าพเจ้าเองนับถือนักเขียนนามนี้ในฐานะครูคนหนึ่งซึ่งผลิตผลงานจรรโลงโลก ทว่าไม่มีความคิดแม้แต่น้อยที่จะหยิบยกช่วงตอนของชีวิตเขามาเทียบเคียงกับชีวิตตัวเอง นั่นนับเป็นเรื่องที่อยู่สูงเกินความนึกคิดของนักหัดเขียนอย่างข้าพเจ้า กระนั้น ต่อเมื่อต้องหาคำตอบมาอรรถาธิบายต่อคำถามซึ่งรุกเร้าอยู่ทุกคราวเบื้องหน้าโต๊ะเขียนหนังสือตัวเล็กยามมืดบอดจินตนาการ ข้าพเจ้ามักชอบที่จะย้อนคิดไปถึงภาวะบางอย่างที่พัดพามาสู่วิถีแห่งการเขียน มันหาใช่สายลมแห่งวิญญาณ ทว่ามันก็ถือเป็นสายลมชนิดหนึ่ง เป็นสายลมฤดูหนาวแห่งท้องไร่อ้อย ณ.ดินแดนบ้านเกิด
ข้าพเจ้าเชื่อเรื่องความทรงจำอันแสนงดงาม แม้เป็นเพียงส่วนประกอบยิบย่อยที่รวมอยู่ในตัวคนๆหนึ่ง แต่สำหรับข้าพเจ้าเสมือนมันมีความสำคัญเยี่ยงเดียวกับเลือดเนื้อ บางทีอีกเหตุผลซึ่งชักจูงข้าพเจ้าให้หลงรักวิถีแห่งการเขียนอาจซ่อนตัวอยู่ในนั้น ภาพดอกอ้อยซึ่งโยกเอนล้อลมยามต้นฤดูหนาว กลิ่นหอมชื้นของน้ำค้างที่แทรกตัวอยู่ในอณูอากาศ เสียงหัวเราะท่ามกลางสายหมอกยามเช้า วิถีในวัยเด็กสอนให้ข้าพเจ้ารู้จักความงดงามเหล่านี้ ทว่ามันดูเป็นภาพซึ่งชินตาสามัญในขวบวัยขณะนั้น กระทั้งวิถีชีวิตพัดพามาสู่ดินแดนอันห่างไกลภาพเหล่านั้น ขณะเดียวกันก็กักขังความธรรมดาสามัญนั้นไว้ในส่วนลึก ลึกจนบางครั้งข้าพเจ้าเผลอนึกว่ามันเป็นเพียงมายาฝัน ต่อเมื่อข้าพเจ้าโหยต้องการเสพความสุขเหล่านั้นก็ราวกับว่ามันเลือนจนกลายเป็นความดำมืด แม้จะใช้ความพยายามขุดค้นสักเพียงไหนสิ่งที่ข้าพเจ้าได้กลับมากลายเป็นเพียงวาบแห่งความรู้สึกที่พร้อมจะหลุดลอยไปได้ทุกขณะจิต ข้าพเจ้าค้นพบว่ามีเพียงวิธีเดียวที่จะดึงมันออกมาจากห้วงมายานั้นได้อย่างจีรัง และวิธีนั้นคือการเขียน มนต์วิเศษที่บรรดาลภาพมายาให้เสมือนจริง!
ด้วยความเคารพ
คั่นฯ
4 เม.ย. 2551
บันทึกรายทาง:ปฐมบท
ที่สุดแล้วข้าพเจ้าก็วางดินสอทิ้งตัวลงนอน ทว่า ความรู้สึกชนิดหนึ่งซึ่งข้าพเจ้าคุ้นชินกับมันมานานนับแต่เริ่มจับดินสอขึ้นร่างเค้าโครงนิยายก่อรูปในความมืดเบื้องหน้า ถึงคราวนี้มันแจ่มชัดกระจะตาราวกับลูกบอลขนาดใหญ่กลิ้งทับอยู่บนแผ่นอก ข้าพเจ้ารู้สึกหนังอึ้งและอัดอั้นราวกับคนใบ้ตะโกนตะกายร้องขอความช่วยเหลือ ทว่าไม่อาจเปล่งสำเนียงใดออกไปได้
ข้าพเจ้าหลับตาลง พลันผุดภาพของตัวละครตัวหนึ่งกำลังทุบกำแพงอย่างบ้าคลั่ง เขาหันมาตะคอกใส่ข้าพเจ้า "เมื่อไหร่จะพาฉันออกไปจากทางตันบ้าๆ นี่เสียที"
ล่วงกว่าสัปดาห์ที่ความคิดของข้าพเจ้าพร่าไปด้วยภาพแบบนี้ หรือไม่ก็ทำนองนี้ ซ้ำบางครั้งเลยเถิดไปถึงผู้ที่ตะโกนทุบกำแพงคือใบหน้าของข้าพเจ้าเอง ในแสงเงารางๆ ของค่ำคืน ข้าพเจ้าพลิกตัวหันหน้าไปทางมุมหนึ่งซึ่งซุกไว้ด้วยโต๊ะเขียนหนังสือตัวเล็ก ความคิดหนึ่งพุ่งหลุดขึ้น มันเป็นความคิดซึ่งข้าพเจ้ากักขังมันไว้ด้วยกรงแห่งความฝัน ทว่าบัดนี้คล้ายกับว่ากรงแห่งความฝันใบนั้นผุกร่อนลงเสียแล้ว มันกล่าวคำคำรามก้องอยู่ในหัว "ไม่มีทางสำเร็จ"
ในวัยเด็กข้าพเจ้ามีหลากหลายความฝัน เป็นทหาร หมอ ตำรวจ นักบิน กระทั่งจรเข้! หลากหลายฝันล้วนสับเปลี่ยนมาให้อยากเป็นในทุกขวบวัย ทว่าในวิถีแห่งการเล่าเรื่องผ่านตัวอักษร กลับจำหลักฝังแน่นอยู่ในความคิดมาหลายขวบวัย มันเกิดขึ้นในวันหนึ่งซึ่งข้าพเจ้าพลิกหน้าอ่านหน้าสุดท้ายของนักเขียนนาม"ปางค์บุญ" ใน "สายน้ำเปลี่ยนทาง หนังสือซึ่งกระทั่งทุกวันนี้ข้าพเจ้ายังไม่เคยได้เป็นเจ้าของ ทว่าจำได้แม้กระทั่งชื่อทุกตัวละครและเหตุการณ์ ความคิดหวนไปวันซึ่งหน้าสุดท้ายจบลง ใบหน้าของข้าพเจ้าอาบด้วยน้ำตา สงสาร รันทด ไม่สมหวัง ร่วมไปกับตัวละครนาม"ตัญญู" และคงตั้งแต่วินาทีนั้นซึ่งหยาดหยดน้ำตาของข้าพเจ้าร่วงลงสู่เมล็ดซึ่งเรียกว่าความฝัน
ตัวหนังสือเหล่านั้นราวเวทมนต์ ต่อเมื่อน้ำตาหยดลงเมล็ดฝันข้าพเจ้าจึงตระหนกถึงมนต์วิเศษแห่งวิถีการเขียน คนคนหนึ่งซึ่งใช้เรื่องราวที่ผ่านพบเป็นวัตถุดิบ เสกสรรค์ ปรุงแต่ง ต่อจินตนาการ กระทั่งสมบูรณ์ทั้งเหตุการณ์และเนื้อเรื่อง ซอนลึกแม้บุคลิคอุปนิสัยตัวละคร อีกทั้งบางฉากซึ่งวาบฉายในจินตนาการของผู้อ่าน กระทั้งบางขณะได้กลิ่นหอมชื้นแห่งสายลมฤดูหนาวเมื่อเปิดฉากยามตรู่สาง มันคือเวทมนต์แห่งตัวอักษรโดยแท้!
ค่ำคืนกำลังดำเนิน ความเงียบก็เช่นกัน ข้าพเจ้าตั้งมั่นระลึกย้อนไปถึงห้วงเวลาหลังจากนั้น กาลต่อมาเมื่อเมล็ดแห่งความฝันเริ่มกระเทาะเปลือกแตกออก เรื่องต่อเรื่องซึ่งหยิบจับเสพซับโดยหมายมั่นจะกลั่นมันเป็นปุ๋ยบำรุงให้กล้าเติบกล้า คืนวันเหล่านั้นช่างหอมอวลไปด้วยความหวัง แรงไฟแห่งความปรารถนาที่ว่าสักวันหนึ่งจะประกาศให้โลกรู้ถึงความแปลกแยกผ่านวิถีแห่งตัวอักษรโชนช่วง กระทั่งบางขณะของวัยเด็กหนุ่มฉุดให้ชวนคิดว่าผู้กำหนดได้มอบหมายงานซึ่งสำคัญยิ่งนี้ไว้ให้กับตัวเอง ทว่าบางครั้งคาบเกี่ยวกับคำว่า"อัตตา"อย่าไม่รู้เนื้อรู้ตัว
ข้าพเจ้าถอนหายใจ มองดูเพดานซึ่งแทรกตัวอยู่ในความมืดดำราวกับจักรวาลอันไกลโพ้น ไร้ขอบเขตแห่งการสิ้นสุด คงคล้ายกับการเดินทางด้วยวิถีแห่งความฝันของข้าพเจ้า ทว่าในทุกๆ ครั้งที่ขบคิด เรื่องราวหลากหลายเกี่ยวกับเส้นทางที่วาดฝันเสมือนพร่าเลือน วาบความคิดหนึ่งวิ่งผ่านเพดานซึ่งมืดดำราวกับความเจิดจ้าของดาวหาง หากข้าพเจ้ายากรู้ว่าในเส้นทางแห่งวิถีนักเขียนข้าพเจ้าเดินทางมาได้ไกลสักแค่ไหน ข้าพเจ้าควรจะเริ่มระลึกตั้งแต่ก้าวแรก และเพื่อไม่ให้มันจางหายไปจากการรับรู้ ข้าพเจ้าควรจะเขียนบันทึกถึงมัน
ด้วยความเคารพ
ที่คั่นหนังสือ
ข้าพเจ้าหลับตาลง พลันผุดภาพของตัวละครตัวหนึ่งกำลังทุบกำแพงอย่างบ้าคลั่ง เขาหันมาตะคอกใส่ข้าพเจ้า "เมื่อไหร่จะพาฉันออกไปจากทางตันบ้าๆ นี่เสียที"
ล่วงกว่าสัปดาห์ที่ความคิดของข้าพเจ้าพร่าไปด้วยภาพแบบนี้ หรือไม่ก็ทำนองนี้ ซ้ำบางครั้งเลยเถิดไปถึงผู้ที่ตะโกนทุบกำแพงคือใบหน้าของข้าพเจ้าเอง ในแสงเงารางๆ ของค่ำคืน ข้าพเจ้าพลิกตัวหันหน้าไปทางมุมหนึ่งซึ่งซุกไว้ด้วยโต๊ะเขียนหนังสือตัวเล็ก ความคิดหนึ่งพุ่งหลุดขึ้น มันเป็นความคิดซึ่งข้าพเจ้ากักขังมันไว้ด้วยกรงแห่งความฝัน ทว่าบัดนี้คล้ายกับว่ากรงแห่งความฝันใบนั้นผุกร่อนลงเสียแล้ว มันกล่าวคำคำรามก้องอยู่ในหัว "ไม่มีทางสำเร็จ"
ในวัยเด็กข้าพเจ้ามีหลากหลายความฝัน เป็นทหาร หมอ ตำรวจ นักบิน กระทั่งจรเข้! หลากหลายฝันล้วนสับเปลี่ยนมาให้อยากเป็นในทุกขวบวัย ทว่าในวิถีแห่งการเล่าเรื่องผ่านตัวอักษร กลับจำหลักฝังแน่นอยู่ในความคิดมาหลายขวบวัย มันเกิดขึ้นในวันหนึ่งซึ่งข้าพเจ้าพลิกหน้าอ่านหน้าสุดท้ายของนักเขียนนาม"ปางค์บุญ" ใน "สายน้ำเปลี่ยนทาง หนังสือซึ่งกระทั่งทุกวันนี้ข้าพเจ้ายังไม่เคยได้เป็นเจ้าของ ทว่าจำได้แม้กระทั่งชื่อทุกตัวละครและเหตุการณ์ ความคิดหวนไปวันซึ่งหน้าสุดท้ายจบลง ใบหน้าของข้าพเจ้าอาบด้วยน้ำตา สงสาร รันทด ไม่สมหวัง ร่วมไปกับตัวละครนาม"ตัญญู" และคงตั้งแต่วินาทีนั้นซึ่งหยาดหยดน้ำตาของข้าพเจ้าร่วงลงสู่เมล็ดซึ่งเรียกว่าความฝัน
ตัวหนังสือเหล่านั้นราวเวทมนต์ ต่อเมื่อน้ำตาหยดลงเมล็ดฝันข้าพเจ้าจึงตระหนกถึงมนต์วิเศษแห่งวิถีการเขียน คนคนหนึ่งซึ่งใช้เรื่องราวที่ผ่านพบเป็นวัตถุดิบ เสกสรรค์ ปรุงแต่ง ต่อจินตนาการ กระทั่งสมบูรณ์ทั้งเหตุการณ์และเนื้อเรื่อง ซอนลึกแม้บุคลิคอุปนิสัยตัวละคร อีกทั้งบางฉากซึ่งวาบฉายในจินตนาการของผู้อ่าน กระทั้งบางขณะได้กลิ่นหอมชื้นแห่งสายลมฤดูหนาวเมื่อเปิดฉากยามตรู่สาง มันคือเวทมนต์แห่งตัวอักษรโดยแท้!
ค่ำคืนกำลังดำเนิน ความเงียบก็เช่นกัน ข้าพเจ้าตั้งมั่นระลึกย้อนไปถึงห้วงเวลาหลังจากนั้น กาลต่อมาเมื่อเมล็ดแห่งความฝันเริ่มกระเทาะเปลือกแตกออก เรื่องต่อเรื่องซึ่งหยิบจับเสพซับโดยหมายมั่นจะกลั่นมันเป็นปุ๋ยบำรุงให้กล้าเติบกล้า คืนวันเหล่านั้นช่างหอมอวลไปด้วยความหวัง แรงไฟแห่งความปรารถนาที่ว่าสักวันหนึ่งจะประกาศให้โลกรู้ถึงความแปลกแยกผ่านวิถีแห่งตัวอักษรโชนช่วง กระทั่งบางขณะของวัยเด็กหนุ่มฉุดให้ชวนคิดว่าผู้กำหนดได้มอบหมายงานซึ่งสำคัญยิ่งนี้ไว้ให้กับตัวเอง ทว่าบางครั้งคาบเกี่ยวกับคำว่า"อัตตา"อย่าไม่รู้เนื้อรู้ตัว
ข้าพเจ้าถอนหายใจ มองดูเพดานซึ่งแทรกตัวอยู่ในความมืดดำราวกับจักรวาลอันไกลโพ้น ไร้ขอบเขตแห่งการสิ้นสุด คงคล้ายกับการเดินทางด้วยวิถีแห่งความฝันของข้าพเจ้า ทว่าในทุกๆ ครั้งที่ขบคิด เรื่องราวหลากหลายเกี่ยวกับเส้นทางที่วาดฝันเสมือนพร่าเลือน วาบความคิดหนึ่งวิ่งผ่านเพดานซึ่งมืดดำราวกับความเจิดจ้าของดาวหาง หากข้าพเจ้ายากรู้ว่าในเส้นทางแห่งวิถีนักเขียนข้าพเจ้าเดินทางมาได้ไกลสักแค่ไหน ข้าพเจ้าควรจะเริ่มระลึกตั้งแต่ก้าวแรก และเพื่อไม่ให้มันจางหายไปจากการรับรู้ ข้าพเจ้าควรจะเขียนบันทึกถึงมัน
ด้วยความเคารพ
ที่คั่นหนังสือ
7 ก.พ. 2551
ในราตรี
เมฆก็ราวสักแค่เงื้อมให้เอื้อมเมฆ
ดาวก็เฉกจะกระพริบให้หยิบฉวย
จันทร์เสี้ยวแขวนแค่แขนคว้าถ้านาดนวย
ลมระรวยลอกระรื่นในดื่นคืน
ทิ้งร่างลงนอนราบอาบแสงฟ้า
กระพริบตายังพร่าพราวดาวทั้งผืน
กระจ่างจันทร์กระแจะคมนวลกลมกลืน
น้ำค้างชื้นชื่นกำซาบอาบผิวกาย
พฤกษาป่านานาในนาสิก
แว่วระริกเกลียวธารทองทำนองสาย
ดุริยางค์ดนตรีวารีพราย
แผ่วแผ่ผายอยู่ผะแผ่วในแนวไพร
เรไรคลอต่อทำนองร้องขานรับ
แว่วแว่วเสียงในเคลิ้มหลับ จะหลับไหล
วิหกขันจากชันพงแต่ดงไกล
เกรียวใบไผ่กราวใบเพรียวในเกรียวลม
กำจายกล่อมกลิ่นรินรวยช่างรวยรื่น
ท่วงทำนองของดื่นคืนกลืนประสม
ในเคลิ้มหลับช่างจับทรวงห้วงอารมณ์
จวบล่วงจมสู่นิทราในราตรีฯ
ที่คั่นหนังสือ
ดาวก็เฉกจะกระพริบให้หยิบฉวย
จันทร์เสี้ยวแขวนแค่แขนคว้าถ้านาดนวย
ลมระรวยลอกระรื่นในดื่นคืน
ทิ้งร่างลงนอนราบอาบแสงฟ้า
กระพริบตายังพร่าพราวดาวทั้งผืน
กระจ่างจันทร์กระแจะคมนวลกลมกลืน
น้ำค้างชื้นชื่นกำซาบอาบผิวกาย
พฤกษาป่านานาในนาสิก
แว่วระริกเกลียวธารทองทำนองสาย
ดุริยางค์ดนตรีวารีพราย
แผ่วแผ่ผายอยู่ผะแผ่วในแนวไพร
เรไรคลอต่อทำนองร้องขานรับ
แว่วแว่วเสียงในเคลิ้มหลับ จะหลับไหล
วิหกขันจากชันพงแต่ดงไกล
เกรียวใบไผ่กราวใบเพรียวในเกรียวลม
กำจายกล่อมกลิ่นรินรวยช่างรวยรื่น
ท่วงทำนองของดื่นคืนกลืนประสม
ในเคลิ้มหลับช่างจับทรวงห้วงอารมณ์
จวบล่วงจมสู่นิทราในราตรีฯ
ที่คั่นหนังสือ
27 ต.ค. 2550
ท่ามเมือง:สวัสดีลมหนาว
มันเกิดขึ้นเมื่อเช้านี้เอง
ในขณะที่ข้าพเจ้ากำลังปลดปล่อยอารมณ์เช่นทุกเช้า พลันนั้นมันก็ค่อยๆพรั่งพรูมาอย่างกระมิดกระเมี้ยนราวกับผู้ผ่านทางที่เขินอาย ครั้นพอข้าพเจ้าโปรยรอยยิ้มรับมันนั่นแหละมันถึงได้พากันพร่างพรูออกมาจากซอกตึกเต็มกระบวนสาย
"สวัสดีลมหนาว" ข้าพเจ้าพึมพำในรอยยิ้มนั้น พร้อมๆกับหลับตาเพื่อจะใช้ผิวหน้าสัมผัสสหายเก่าที่ผ่านทางมาเช่นทุกขวบฤดู
"ไม่ผิดแน่ ลมหนาวจริงๆด้วย" ข้าพเจ้านึกในใจเมื่อพริ้วกระแสโลมไล้บนผิวหน้า รู้สึกได้ถึงความแผ่วเย็นที่คุ้นเคย
ครั้งหนึ่งเมื่อนานมาแล้ว ในวัยเยาว์ที่ข้าพเจ้าไม่เคยรับรู้ว่าโลกใบนี้กว้างมากมายสักเพียงไหน ข้าพเจ้าและเพื่อนวัยเดียวกันอีกหลายคนมักชอบฤดูนี้มากที่สุด ฤดูที่สายลมพัดพาเอาความเย็นสะอาดมาพร้อมกับดอกอ้อยและตัวออดแอด ช่วงเวลาเหล่านั้นเป็นช่วงเวลาที่สนุกสนานที่สุดของปี เพราะพวกเรามักจะสนุกกับการไล่ล่าด้วงมีเขาและแข่งทำใบพัดจากก้านของดอกอ้อย สายลมที่ทอสายมาอยู่เป็นระยะดุจเดียวกับรอยยิ้มของพวกเรา หมอกหนายามเช้าเย้ายวนให้ออกไปวิ่งไล่จับ เค้าของความรู้สึกช่วงแบบนี้หอมชื้นและชื่นใจทุกครั้งเมื่อคราวลมหนาวผ่านทางมา จวบกระทั่งเมื่อข้าพเจ้าเติบใหญ่ บางค่ำที่ความหนาวลงจัดเรื่องเล่ารอบสุมไฟก็จะจัดขึ้นในค่ำนั้น กลิ่นมันเผาลอยคลุ้งท่ามกลางเรื่องตลกและตื่นเต้นของพ่อ เป็นอย่างนี้จวบจนสิ้นฤดู ความรู้สึกในช่วงเวลานั้นสำหรับข้าพเจ้าดูเหมือนจะสมบูรณ์ที่สุดในช่วงชีวิต หอมหวามและรื่นเริงท่ามกลางบรรยากาศที่แสนวิเศษ ปลดปล่อยความรู้สึกออกได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องเก็บมารยาอะไรไว้
ข้าพเจ้าค่อยๆลืมตา สูดหายใจลึก
คงจะดีถ้าข้าพเจ้าไม่เคยรับรู้ว่าโลกใบนี้กว้างมากมายสักเพียงไหน
ด้วยความเคารพ
คั่นฯ
ในขณะที่ข้าพเจ้ากำลังปลดปล่อยอารมณ์เช่นทุกเช้า พลันนั้นมันก็ค่อยๆพรั่งพรูมาอย่างกระมิดกระเมี้ยนราวกับผู้ผ่านทางที่เขินอาย ครั้นพอข้าพเจ้าโปรยรอยยิ้มรับมันนั่นแหละมันถึงได้พากันพร่างพรูออกมาจากซอกตึกเต็มกระบวนสาย
"สวัสดีลมหนาว" ข้าพเจ้าพึมพำในรอยยิ้มนั้น พร้อมๆกับหลับตาเพื่อจะใช้ผิวหน้าสัมผัสสหายเก่าที่ผ่านทางมาเช่นทุกขวบฤดู
"ไม่ผิดแน่ ลมหนาวจริงๆด้วย" ข้าพเจ้านึกในใจเมื่อพริ้วกระแสโลมไล้บนผิวหน้า รู้สึกได้ถึงความแผ่วเย็นที่คุ้นเคย
ครั้งหนึ่งเมื่อนานมาแล้ว ในวัยเยาว์ที่ข้าพเจ้าไม่เคยรับรู้ว่าโลกใบนี้กว้างมากมายสักเพียงไหน ข้าพเจ้าและเพื่อนวัยเดียวกันอีกหลายคนมักชอบฤดูนี้มากที่สุด ฤดูที่สายลมพัดพาเอาความเย็นสะอาดมาพร้อมกับดอกอ้อยและตัวออดแอด ช่วงเวลาเหล่านั้นเป็นช่วงเวลาที่สนุกสนานที่สุดของปี เพราะพวกเรามักจะสนุกกับการไล่ล่าด้วงมีเขาและแข่งทำใบพัดจากก้านของดอกอ้อย สายลมที่ทอสายมาอยู่เป็นระยะดุจเดียวกับรอยยิ้มของพวกเรา หมอกหนายามเช้าเย้ายวนให้ออกไปวิ่งไล่จับ เค้าของความรู้สึกช่วงแบบนี้หอมชื้นและชื่นใจทุกครั้งเมื่อคราวลมหนาวผ่านทางมา จวบกระทั่งเมื่อข้าพเจ้าเติบใหญ่ บางค่ำที่ความหนาวลงจัดเรื่องเล่ารอบสุมไฟก็จะจัดขึ้นในค่ำนั้น กลิ่นมันเผาลอยคลุ้งท่ามกลางเรื่องตลกและตื่นเต้นของพ่อ เป็นอย่างนี้จวบจนสิ้นฤดู ความรู้สึกในช่วงเวลานั้นสำหรับข้าพเจ้าดูเหมือนจะสมบูรณ์ที่สุดในช่วงชีวิต หอมหวามและรื่นเริงท่ามกลางบรรยากาศที่แสนวิเศษ ปลดปล่อยความรู้สึกออกได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องเก็บมารยาอะไรไว้
ข้าพเจ้าค่อยๆลืมตา สูดหายใจลึก
คงจะดีถ้าข้าพเจ้าไม่เคยรับรู้ว่าโลกใบนี้กว้างมากมายสักเพียงไหน
ด้วยความเคารพ
คั่นฯ
ท่ามเมือง:วันแรก
ถ้าจะนับเป็นวันอย่างละเอียดผมเองก็จำไม่ได้แล้วว่าผมก้าวเข้ามาเหยียบแผ่นดินคอนกรีตนี้ตั้งตั้งแต่วันที่เท่าไหร่ เดือนอะไร รางๆว่าหน้าร้อนเมื่อหกปีก่อน แต่ก็จนปัญญาที่จะไล่เดือนไล่วัน ผ่านเวลามาเนิ่นนานมากถ้าจะเทียบเอากับขวบวัยยี่สิบกว่าๆของผม เวลาขนาดนี้ผมว่ามันพอสำหรับให้ทารกคนหนึ่งรู้ประสาได้เชียวละ
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไรผมถึงได้คร่ำครวญกับอดีตได้อย่างเอาเป็นเอาตายในระยะเวลาหลายวันมานี่ ยิ่งในเวลาที่ผมต้องอยู่คนเดียวนี่อาการยิ่งหนัก หนักเสียจนบางครั้งมันเป็นเหมือนสัญลักษณ์ของความเหงาอีกรูปแบบหนึ่ง ทว่าในตอนจบของกระบวนการฟุ้งซ่านนั้นผมมักจะมโนภาพของผมกับเพื่อนอีกสองคนยืนอย่างไร้จุดหมายหน้าสถานีขนส่งแห่งหนึ่ง มันเป็นความทรงจำที่แจ่มชัดที่สุดเท่าที่ผมนึกได้
"ไปยังไงต่อว่ะ" ผมถามเบาๆ
"ไปแทกซี่ดีกว่ากูว่ายังไงก็ไม่หลง" เพื่อนผมแสดงความคิดเห็น
"ไม่เอา แม่กูสั่งมา พวกนี้มันหรอก แม่กูบอกว่ามันชอบพาอ้อม" เพื่อนอีกคนหนึ่งค้านขึ้น
"ถ้ายังงั้นก็รถเมล์"เพื่อนคนแรกเสนอ
"ไปกันถูกเหรอ" ผมว่า
" แล้วจะเอายังไง กูว่าแล้วจะมาก็ไม่ศึกษากันก่อนยังงี้กูว่าได้มีกลับบ้านไปตั้งหลักใหม่แน่" เพื่อนคนแรกบ่น
"โอ้ย เด็กๆไม่หลงหรอกเชื่อกู แม่กูบอกว่าถ้าหลงให้ไปหาตำรวจรับรองปลอดภัย"เพื่อนอีกคนหนึ่งว่า
"ถ้ายังงั้นก็ไปรถเมล์ แล้วสายอะไรพี่เอ็งได้บอกไว้หรือเปล่า" ผมถาม
"ตามมาก่อน เดี๋ยวเห็นเบอร์ก็จำได้เอง กูก็ไม่ค่อยแน่ใจ"เพื่อนคนแรกตอบพร้อมกับเกาหัว
ในวันนั้นเรื่องราวต่อๆมาดูเหมือนจะเลือนรางในภาพความทรงจำ ผมจำได้เลาๆว่าพวกเราสามคนนั่งรอรถเมลล์สายที่"ไม่ค่อยแน่ใจ" ของเพื่อนเกือบครึ่งวันด้วยจิตใจที่คึดถึงบ้านสุดหัวใจ หิวจนหายหิว เบื่อจนเลิกเบื่อ ทว่าไม่มีใครล้มเลิกความพยายามที่จะไปให้ถึงจุดหมายเลยสักคน พวกเราไม่หลงทางเพราะหลังจากนั่นเพื่อนคนหนึ่งของผมก็ตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยวที่จะคลำทางไปหลังจากที่คอยช่วยกันอ่านข้อความบอกทางข้างรถเมล์อยู่หลายชั่วโมง กระทั่งทุกวันนี้ตัวผมเองก็ยังจำสายรถเมล์ได้ทุกสายที่วิ่งผ่านหน้าสถานีขนส่งสายใต้ใหม่
ผ่านมาแล้วหลายร้อนนับจากฤดูร้อนปีนั่น บางครั้งผมนึกขำกับภาพของเด็กหนุ่มสามคนที่กลัวหลงทางท่ามกลางเมืองที่แปลกตาสำหรับพวกเขา ทุกวันนี้สำหรับผมความรู้สึกตื่นกลัวเหล่านั้นหายไปแล้ว ผมคุ้นกับรถเมลล์ทุกสาย คุ้นกับพื้นที่แทบทุกที่ในเมืองหลวง ข่าวคราวของเพื่อนสองคนนั้นล่าสุดกลับไปยังบ้านเกิดของเขาแล้ว ทว่าคงมีแต่ผมคนเดียวที่ยังคงอยู่ในเมืองใหญ่แห่งนี้
หรือจะมีเพียงผมคนเดียวที่หลงทางอยู่ที่นี่!
หกปีมันนานพอที่จะทำให้ทารกรู้ประสาเชียวละ
ด้วยความเคารพ
คั่นฯ
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไรผมถึงได้คร่ำครวญกับอดีตได้อย่างเอาเป็นเอาตายในระยะเวลาหลายวันมานี่ ยิ่งในเวลาที่ผมต้องอยู่คนเดียวนี่อาการยิ่งหนัก หนักเสียจนบางครั้งมันเป็นเหมือนสัญลักษณ์ของความเหงาอีกรูปแบบหนึ่ง ทว่าในตอนจบของกระบวนการฟุ้งซ่านนั้นผมมักจะมโนภาพของผมกับเพื่อนอีกสองคนยืนอย่างไร้จุดหมายหน้าสถานีขนส่งแห่งหนึ่ง มันเป็นความทรงจำที่แจ่มชัดที่สุดเท่าที่ผมนึกได้
"ไปยังไงต่อว่ะ" ผมถามเบาๆ
"ไปแทกซี่ดีกว่ากูว่ายังไงก็ไม่หลง" เพื่อนผมแสดงความคิดเห็น
"ไม่เอา แม่กูสั่งมา พวกนี้มันหรอก แม่กูบอกว่ามันชอบพาอ้อม" เพื่อนอีกคนหนึ่งค้านขึ้น
"ถ้ายังงั้นก็รถเมล์"เพื่อนคนแรกเสนอ
"ไปกันถูกเหรอ" ผมว่า
" แล้วจะเอายังไง กูว่าแล้วจะมาก็ไม่ศึกษากันก่อนยังงี้กูว่าได้มีกลับบ้านไปตั้งหลักใหม่แน่" เพื่อนคนแรกบ่น
"โอ้ย เด็กๆไม่หลงหรอกเชื่อกู แม่กูบอกว่าถ้าหลงให้ไปหาตำรวจรับรองปลอดภัย"เพื่อนอีกคนหนึ่งว่า
"ถ้ายังงั้นก็ไปรถเมล์ แล้วสายอะไรพี่เอ็งได้บอกไว้หรือเปล่า" ผมถาม
"ตามมาก่อน เดี๋ยวเห็นเบอร์ก็จำได้เอง กูก็ไม่ค่อยแน่ใจ"เพื่อนคนแรกตอบพร้อมกับเกาหัว
ในวันนั้นเรื่องราวต่อๆมาดูเหมือนจะเลือนรางในภาพความทรงจำ ผมจำได้เลาๆว่าพวกเราสามคนนั่งรอรถเมลล์สายที่"ไม่ค่อยแน่ใจ" ของเพื่อนเกือบครึ่งวันด้วยจิตใจที่คึดถึงบ้านสุดหัวใจ หิวจนหายหิว เบื่อจนเลิกเบื่อ ทว่าไม่มีใครล้มเลิกความพยายามที่จะไปให้ถึงจุดหมายเลยสักคน พวกเราไม่หลงทางเพราะหลังจากนั่นเพื่อนคนหนึ่งของผมก็ตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยวที่จะคลำทางไปหลังจากที่คอยช่วยกันอ่านข้อความบอกทางข้างรถเมล์อยู่หลายชั่วโมง กระทั่งทุกวันนี้ตัวผมเองก็ยังจำสายรถเมล์ได้ทุกสายที่วิ่งผ่านหน้าสถานีขนส่งสายใต้ใหม่
ผ่านมาแล้วหลายร้อนนับจากฤดูร้อนปีนั่น บางครั้งผมนึกขำกับภาพของเด็กหนุ่มสามคนที่กลัวหลงทางท่ามกลางเมืองที่แปลกตาสำหรับพวกเขา ทุกวันนี้สำหรับผมความรู้สึกตื่นกลัวเหล่านั้นหายไปแล้ว ผมคุ้นกับรถเมลล์ทุกสาย คุ้นกับพื้นที่แทบทุกที่ในเมืองหลวง ข่าวคราวของเพื่อนสองคนนั้นล่าสุดกลับไปยังบ้านเกิดของเขาแล้ว ทว่าคงมีแต่ผมคนเดียวที่ยังคงอยู่ในเมืองใหญ่แห่งนี้
หรือจะมีเพียงผมคนเดียวที่หลงทางอยู่ที่นี่!
หกปีมันนานพอที่จะทำให้ทารกรู้ประสาเชียวละ
ด้วยความเคารพ
คั่นฯ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)