3 ก.ค. 2551

เรียนสหายผู้ผ่านทาง

ข้าพเจ้าเจอทำเลแหล่งใหม่ ดินน้ำสมบูรณ์ดี

เหมาะแก่การเพาะกล้าต้นกาพย์ต้นกลอนย่างยิ่ง

จึงใครขอแจ้งสหายที่บังเอิญหลงผ่านทางมา ณ ที่นี้

http://www.oknation.net/blog/T-watchai


ด้วยความเคารพอย่างสูง

คั่นฯ

11 พ.ค. 2551

คำถาม

สายลมหนึ่งหยุดนิ่ง ข้าพเจ้ากลับยินเสียงอีกสายลมหนึ่ง

ท่วงทำนองหนึ่งร้องร่ำ ข้าพเจ้ากลับยินเพียงเสียงที่แปลกปร่า

วิถีชีวิตกำลังดำเนิน ข้าพเจ้ากลับพบความขัดแย้งในจิตใจ

ข้างนอกนั่นฝนกำลังพรำสาย ข้าพเจ้ากลับสัมผัสถึงน้ำตาข้างใน

ข้าพเจ้ากำลังเป็นอะไร?!

ยินเสียงมิตรฝากไว้ ข้าพเจ้ารับรู้ด้วยหัวใจ ไร้คำตอบเอื้อนเอ่ย จนกว่าข้าพเจ้าจะเข้าถึงซึ่งคำถาม และนั่นย่อมคาบเกี่ยวกับเวลา


เจอกันเมื่อเจอกัน ทุกท่าน

9 เม.ย. 2551

บันทึกรายทาง:สายลมแห่งไร่อ้อย

วิมล ไทรนิ่มนวล ตั้งชื่อไว้อย่างงดงามเป็นวลีหนึ่งบนหน้าปกหนังสือว่า'วิญญาณแห่งสายลมพัดพาฉันมา'มีสี่คำกำกับไว้ถึงเนื้อหาของหนังสือ ชีวิต แรงบรรดาลใจ ความไฝ่ฝัน และงานเขียน ต่อเมื่ออ่านจนจบคำถามหนึ่งผุดขึ้นมาให้ขบคิด "เหตุใดจึงอยากป็นนักเขียน"

ย้อนทบทวนความรู้สึกวินาทีแรกซึ่งจบบรรทัดสุดท้ายของหนังสือนาม'สายน้ำเปลี่ยนทาง'หลากหลายอารมณ์พลุ่งพล่าน กระทั่งไหลรวมกันในหลายนาทีต่อมา เพ่งพิศไปยังหนังสือเล่มหน้าในมือจึงรู้ชื่อแซ่แห่งอารมณ์เหล่านั้น มันคือความประทับใจ คงมีนักจิตวิทยาสักคนหนึ่งหรอกที่อรรถาธิบายมันได้อย่างละเอียดละออ รักแรกพบ สิ่งที่ค้นหามานาน โหยหาที่จะลิ้มรสอีก กระทั่งรวมไปถึงอยากเป็นแบบนั้น ทว่าแม้เป็นโชนไฟโชนแรกที่ถูกจุดสว่างบนก้านความรู้สึก ข้าพเจ้าคิด มันเพียงพอแล้วหรือที่จะเป็นแสงนำทางให้คนหนึ่งคนเดินสู่เส้นทางของนักเขียน ในเมื่อความประทับใจเดินทางมาในทุกช่วงขวบวัยของชีวิต

'วิญญาณแห่งสายลมพัดพาฉันมา'เล่าถึงบางช่วงบางตอนชีวิตของวิมล สภาพสังคมในวัยเด็ก ความเป็นอยู่ ความอยุติธรรมนามชนชั้น กระทั่งถึงจุดหักเหเข้าสู่เส้นทางนักเขียน ข้าพเจ้าเองนับถือนักเขียนนามนี้ในฐานะครูคนหนึ่งซึ่งผลิตผลงานจรรโลงโลก ทว่าไม่มีความคิดแม้แต่น้อยที่จะหยิบยกช่วงตอนของชีวิตเขามาเทียบเคียงกับชีวิตตัวเอง นั่นนับเป็นเรื่องที่อยู่สูงเกินความนึกคิดของนักหัดเขียนอย่างข้าพเจ้า กระนั้น ต่อเมื่อต้องหาคำตอบมาอรรถาธิบายต่อคำถามซึ่งรุกเร้าอยู่ทุกคราวเบื้องหน้าโต๊ะเขียนหนังสือตัวเล็กยามมืดบอดจินตนาการ ข้าพเจ้ามักชอบที่จะย้อนคิดไปถึงภาวะบางอย่างที่พัดพามาสู่วิถีแห่งการเขียน มันหาใช่สายลมแห่งวิญญาณ ทว่ามันก็ถือเป็นสายลมชนิดหนึ่ง เป็นสายลมฤดูหนาวแห่งท้องไร่อ้อย ณ.ดินแดนบ้านเกิด

ข้าพเจ้าเชื่อเรื่องความทรงจำอันแสนงดงาม แม้เป็นเพียงส่วนประกอบยิบย่อยที่รวมอยู่ในตัวคนๆหนึ่ง แต่สำหรับข้าพเจ้าเสมือนมันมีความสำคัญเยี่ยงเดียวกับเลือดเนื้อ บางทีอีกเหตุผลซึ่งชักจูงข้าพเจ้าให้หลงรักวิถีแห่งการเขียนอาจซ่อนตัวอยู่ในนั้น ภาพดอกอ้อยซึ่งโยกเอนล้อลมยามต้นฤดูหนาว กลิ่นหอมชื้นของน้ำค้างที่แทรกตัวอยู่ในอณูอากาศ เสียงหัวเราะท่ามกลางสายหมอกยามเช้า วิถีในวัยเด็กสอนให้ข้าพเจ้ารู้จักความงดงามเหล่านี้ ทว่ามันดูเป็นภาพซึ่งชินตาสามัญในขวบวัยขณะนั้น กระทั้งวิถีชีวิตพัดพามาสู่ดินแดนอันห่างไกลภาพเหล่านั้น ขณะเดียวกันก็กักขังความธรรมดาสามัญนั้นไว้ในส่วนลึก ลึกจนบางครั้งข้าพเจ้าเผลอนึกว่ามันเป็นเพียงมายาฝัน ต่อเมื่อข้าพเจ้าโหยต้องการเสพความสุขเหล่านั้นก็ราวกับว่ามันเลือนจนกลายเป็นความดำมืด แม้จะใช้ความพยายามขุดค้นสักเพียงไหนสิ่งที่ข้าพเจ้าได้กลับมากลายเป็นเพียงวาบแห่งความรู้สึกที่พร้อมจะหลุดลอยไปได้ทุกขณะจิต ข้าพเจ้าค้นพบว่ามีเพียงวิธีเดียวที่จะดึงมันออกมาจากห้วงมายานั้นได้อย่างจีรัง และวิธีนั้นคือการเขียน มนต์วิเศษที่บรรดาลภาพมายาให้เสมือนจริง!


ด้วยความเคารพ

คั่นฯ

4 เม.ย. 2551

บันทึกรายทาง:ปฐมบท

ที่สุดแล้วข้าพเจ้าก็วางดินสอทิ้งตัวลงนอน ทว่า ความรู้สึกชนิดหนึ่งซึ่งข้าพเจ้าคุ้นชินกับมันมานานนับแต่เริ่มจับดินสอขึ้นร่างเค้าโครงนิยายก่อรูปในความมืดเบื้องหน้า ถึงคราวนี้มันแจ่มชัดกระจะตาราวกับลูกบอลขนาดใหญ่กลิ้งทับอยู่บนแผ่นอก ข้าพเจ้ารู้สึกหนังอึ้งและอัดอั้นราวกับคนใบ้ตะโกนตะกายร้องขอความช่วยเหลือ ทว่าไม่อาจเปล่งสำเนียงใดออกไปได้

ข้าพเจ้าหลับตาลง พลันผุดภาพของตัวละครตัวหนึ่งกำลังทุบกำแพงอย่างบ้าคลั่ง เขาหันมาตะคอกใส่ข้าพเจ้า "เมื่อไหร่จะพาฉันออกไปจากทางตันบ้าๆ นี่เสียที"

ล่วงกว่าสัปดาห์ที่ความคิดของข้าพเจ้าพร่าไปด้วยภาพแบบนี้ หรือไม่ก็ทำนองนี้ ซ้ำบางครั้งเลยเถิดไปถึงผู้ที่ตะโกนทุบกำแพงคือใบหน้าของข้าพเจ้าเอง ในแสงเงารางๆ ของค่ำคืน ข้าพเจ้าพลิกตัวหันหน้าไปทางมุมหนึ่งซึ่งซุกไว้ด้วยโต๊ะเขียนหนังสือตัวเล็ก ความคิดหนึ่งพุ่งหลุดขึ้น มันเป็นความคิดซึ่งข้าพเจ้ากักขังมันไว้ด้วยกรงแห่งความฝัน ทว่าบัดนี้คล้ายกับว่ากรงแห่งความฝันใบนั้นผุกร่อนลงเสียแล้ว มันกล่าวคำคำรามก้องอยู่ในหัว "ไม่มีทางสำเร็จ"

ในวัยเด็กข้าพเจ้ามีหลากหลายความฝัน เป็นทหาร หมอ ตำรวจ นักบิน กระทั่งจรเข้! หลากหลายฝันล้วนสับเปลี่ยนมาให้อยากเป็นในทุกขวบวัย ทว่าในวิถีแห่งการเล่าเรื่องผ่านตัวอักษร กลับจำหลักฝังแน่นอยู่ในความคิดมาหลายขวบวัย มันเกิดขึ้นในวันหนึ่งซึ่งข้าพเจ้าพลิกหน้าอ่านหน้าสุดท้ายของนักเขียนนาม"ปางค์บุญ" ใน "สายน้ำเปลี่ยนทาง หนังสือซึ่งกระทั่งทุกวันนี้ข้าพเจ้ายังไม่เคยได้เป็นเจ้าของ ทว่าจำได้แม้กระทั่งชื่อทุกตัวละครและเหตุการณ์ ความคิดหวนไปวันซึ่งหน้าสุดท้ายจบลง ใบหน้าของข้าพเจ้าอาบด้วยน้ำตา สงสาร รันทด ไม่สมหวัง ร่วมไปกับตัวละครนาม"ตัญญู" และคงตั้งแต่วินาทีนั้นซึ่งหยาดหยดน้ำตาของข้าพเจ้าร่วงลงสู่เมล็ดซึ่งเรียกว่าความฝัน

ตัวหนังสือเหล่านั้นราวเวทมนต์ ต่อเมื่อน้ำตาหยดลงเมล็ดฝันข้าพเจ้าจึงตระหนกถึงมนต์วิเศษแห่งวิถีการเขียน คนคนหนึ่งซึ่งใช้เรื่องราวที่ผ่านพบเป็นวัตถุดิบ เสกสรรค์ ปรุงแต่ง ต่อจินตนาการ กระทั่งสมบูรณ์ทั้งเหตุการณ์และเนื้อเรื่อง ซอนลึกแม้บุคลิคอุปนิสัยตัวละคร อีกทั้งบางฉากซึ่งวาบฉายในจินตนาการของผู้อ่าน กระทั้งบางขณะได้กลิ่นหอมชื้นแห่งสายลมฤดูหนาวเมื่อเปิดฉากยามตรู่สาง มันคือเวทมนต์แห่งตัวอักษรโดยแท้!

ค่ำคืนกำลังดำเนิน ความเงียบก็เช่นกัน ข้าพเจ้าตั้งมั่นระลึกย้อนไปถึงห้วงเวลาหลังจากนั้น กาลต่อมาเมื่อเมล็ดแห่งความฝันเริ่มกระเทาะเปลือกแตกออก เรื่องต่อเรื่องซึ่งหยิบจับเสพซับโดยหมายมั่นจะกลั่นมันเป็นปุ๋ยบำรุงให้กล้าเติบกล้า คืนวันเหล่านั้นช่างหอมอวลไปด้วยความหวัง แรงไฟแห่งความปรารถนาที่ว่าสักวันหนึ่งจะประกาศให้โลกรู้ถึงความแปลกแยกผ่านวิถีแห่งตัวอักษรโชนช่วง กระทั่งบางขณะของวัยเด็กหนุ่มฉุดให้ชวนคิดว่าผู้กำหนดได้มอบหมายงานซึ่งสำคัญยิ่งนี้ไว้ให้กับตัวเอง ทว่าบางครั้งคาบเกี่ยวกับคำว่า"อัตตา"อย่าไม่รู้เนื้อรู้ตัว

ข้าพเจ้าถอนหายใจ มองดูเพดานซึ่งแทรกตัวอยู่ในความมืดดำราวกับจักรวาลอันไกลโพ้น ไร้ขอบเขตแห่งการสิ้นสุด คงคล้ายกับการเดินทางด้วยวิถีแห่งความฝันของข้าพเจ้า ทว่าในทุกๆ ครั้งที่ขบคิด เรื่องราวหลากหลายเกี่ยวกับเส้นทางที่วาดฝันเสมือนพร่าเลือน วาบความคิดหนึ่งวิ่งผ่านเพดานซึ่งมืดดำราวกับความเจิดจ้าของดาวหาง หากข้าพเจ้ายากรู้ว่าในเส้นทางแห่งวิถีนักเขียนข้าพเจ้าเดินทางมาได้ไกลสักแค่ไหน ข้าพเจ้าควรจะเริ่มระลึกตั้งแต่ก้าวแรก และเพื่อไม่ให้มันจางหายไปจากการรับรู้ ข้าพเจ้าควรจะเขียนบันทึกถึงมัน


ด้วยความเคารพ

ที่คั่นหนังสือ

7 ก.พ. 2551

ในราตรี

เมฆก็ราวสักแค่เงื้อมให้เอื้อมเมฆ
ดาวก็เฉกจะกระพริบให้หยิบฉวย
จันทร์เสี้ยวแขวนแค่แขนคว้าถ้านาดนวย
ลมระรวยลอกระรื่นในดื่นคืน

ทิ้งร่างลงนอนราบอาบแสงฟ้า
กระพริบตายังพร่าพราวดาวทั้งผืน
กระจ่างจันทร์กระแจะคมนวลกลมกลืน
น้ำค้างชื้นชื่นกำซาบอาบผิวกาย

พฤกษาป่านานาในนาสิก
แว่วระริกเกลียวธารทองทำนองสาย
ดุริยางค์ดนตรีวารีพราย
แผ่วแผ่ผายอยู่ผะแผ่วในแนวไพร

เรไรคลอต่อทำนองร้องขานรับ
แว่วแว่วเสียงในเคลิ้มหลับ จะหลับไหล
วิหกขันจากชันพงแต่ดงไกล
เกรียวใบไผ่กราวใบเพรียวในเกรียวลม

กำจายกล่อมกลิ่นรินรวยช่างรวยรื่น
ท่วงทำนองของดื่นคืนกลืนประสม
ในเคลิ้มหลับช่างจับทรวงห้วงอารมณ์
จวบล่วงจมสู่นิทราในราตรีฯ


ที่คั่นหนังสือ

21 ม.ค. 2551

หนาวดอกอ้อย

ลมพัดพราวก็หนาวช่อจนกอไหว
เจ้าดอกอ้อยของท้องไร่จึงไกวช่อ
ลมก็หยอกหมอกก็เย้าเคล้าพนอ
หนาวแล้วหนอช่ออ้อยขาว หนาวกำจาย

รรรงมเสียงสะอื้นร้าวในหนาวนั้น
ใครกันหนอใครกันฝันสลาย
แว่วกังวานสะท้านเรียบยะเยียบกาย
เขาแพ้พ่ายมาจากไหน,ที่ใดกัน

ฟังเขาเล่าเรื่องราวช่างร้าวนัก
เสียงสะอื้นอึกอักของนักฝัน
กลืนน้ำตาอยู่คราหนึ่ง จึงรำพัน
ปาดน้ำตาอยู่ครานั้น ก็รรรงม

"ผาลตก ยกร่อง ท้องไร่
แปรไถ ลงดะ ประสม
ดินงาม น้ำดู อุดม
เหมาะสม ห่มพันธุ์ ทันโต

ตัดพันธุ์ บั่นโคน โยนกอง
ตาติด ลิดปล้อง กองโข
สับข้อ ต่อลำ กำโต
ใส่หาบ อาบโซ เหงื่อไคล

หลังสั่น พันธุ์อ้อย เต็มเข่ง
รีบเร่ง เดินดั่ง ยังไหว
วางหาบ อาบเหงื่อ เหลือใจ
ยิ้มให้ ผลงาน การมือ

เริ่มสาน งานใหม่ ในวันพรุ่ง
ย่ำมุ่ง รุ่งแรก แบกถือ
จอบจับ สับงาน กร้านมือ
เหลือคือ รอฝน หล่นฟ้า"

เขาเล่าว่าปีนั้นฟ้าก็หนาฝน
น้ำในคลองนองล้นด้วยฝนฟ้า
ดินก็ฉ่ำน้ำก็ชุ่ม,จึงตุ่มตา
ผลิกลีบกล้ารอยแรกในแยกดิน

"จากศอก ออกช่อ ต่อวา
เติบกล้า แตกพุ่ม ชุ่มสินธ์
ชอนราก แตกตา หากิน
หยัดดิน เต็มไร่ ในตา"

ลมพัดพราวหนาวช่อจนกอไหว
เขาเล่าไปร้องไปช่างไหวกว่า
อ้อยรอตัดมัดนี้ไม่กี่ราคา
แค่ค่าปุ๋ยค่ายา,เหมือนฆ่ากัน!

"ลงปุ๋ย ลงยา มามาก
หวังฝาก เพียงพอ ทอฝัน
เลี้ยงลูก เลี้ยงเต้า เท่านั้น
มุ่งมั่น แลกเหงื่อ เพื่ออะไร?"

เสียงสะอื้นก็ร้องราวว่าหนาวนั้น
จะหนาวสั่นหนาวร้าวกว่าหนาวไหน
ดอกอ้อยขาวน้าวลมระบมใจ
ฤดูกาลผาลลงไถ กำลังมา!



.....

แม่แก้วขวัญ

แว่วเจื้อยแจ้วสกุณาคราลมล่อง
ท่วงทำนองก้องไพรใจก็หวั่น
กระชากกรีดคำขานถึงวานวัน
กระชั้นชิดสะกิดฝันให้สั่นใจ


หนาวลมแล้วแก้วขวัญมันช่างหนาว
แต่ละคราวราวทรุดสั่นจนหวั่นไหว
เหมือนมีดกรีดเชือดเถือตรงเนื้อใจ
ยะเยือกในอุราร้าวทุกหนาวลม


เคยวอนลมวานฟ้าเมื่อหน้าฝน
ขอหน้ามนยอดชู้คืนสู่สม
สิ้นวสันต์ย่างเหมันต์ใจหวั่นลม
กลัวคำคมจะไม่ขานถึงกานดา


นั่งถอนใจมองฟ้าคราเย็นย่ำ
หมู่นกร่ำฯจากท้องน้ำตามประสา
ฟังดูเถิดแม่บัวแก้วเสียงแว่วมา
ราวกับว่าจะร้างรักสักกัปกัลป์


ลมหนาวหนาวพัดมาอีกคราครั้ง
แว่วปี่ซังลอยอวลให้ชวนฝัน
เสียงกระดึงดังแว่วแถวไหนกัน
จึงดึงใจให้หวนฝันถึงวันวาน


อุราร้าวคราวหนาวนี่หนาวนัก
ยิ่งหนาวหนักเมื่อรักตรอมไม่หอมหวาน
วัวคู่ไถเดินหากินเนินดินลาน
แล้วคู่เราเล่าพลัดผ่านเสียน่านใด


ลมเจ้าเอยลมหนาว "เจ้าประคุณ"
หากเหลือบุญช่วยนำพาข้าได้ไหม
ข้าตรอมรักหนักหนาจนล้าใจ
กินไม่ได้นอนไม่หลับนั่งนับวัน

4 ม.ค. 2551

ท่ามฯเมือง:อย่าร้องไห้

อย่าร้องไห้ไปเลยเพื่อนรัก...
ปลดน้ำหนักของน้ำตาจากบ่าไหล่
เกิดเป็นคนจักอ้างว้างบ้างเป็นไร
ฟอนโชนไฟจักมอดฟอน ไยร้อนรน

กระแสสมัยก็เช่นนี้แหละเพื่อนรัก...
มันพัดผลักชักกระชากบ้างบางหน
เพื่อนก็รู้เพื่อนเคยหยั่งสังคมคน
จะกังวลไปไยเล่าเจ้าเพื่อนยา

ค่านิยมก็ขมปร่าแหละหนาเพื่อน
จะต้อนจับก็ลับเลือนให้เพื่อนหา
จะไล่ตามก็คร้ามใจ ให้ระอา
มันเปลี่ยนไปเวียนมาประสามัน

จะร้องไห้ไปไยเล่าเจ้าเพื่อนรัก...
หยาดน้ำตาใช่เส้นหลักฯของนักฝัน
ชัยชนะอยู่สุดโต่งโค้งตะวัน
เพียงหมอบสั่นก็อย่าฝันถึงวันใหม่

ก็เพื่อนเคยตบอกเสียอกก้อง
ฮัมทำนองกลองกลั้วระรัวไหว
เพื่อนกำปั้นชันสู้ขึ้นชูใจ
เพื่อนป่าวไปว่าเส้นหลัก 'จักถึงมัน'

เลือดพ่อเพื่อนก็ข้นคลั่กเยี่ยงนักสู้
ต่างแต่อยู่คนละข้างของทางฝัน
คนละถิ่นดินด้าว ดาว,ตะวัน
เลือดบากบั่นใช่พลันจางเมื่อห่างลา

เพื่อนเคยฝันจะเป็นนักสู้มิใช่หรือ?
จึงลาคอนรอนขื่อ แสวงหา
นามันล่มจึงล้นพ่ายจึงขายนา
หนีมาไถหว่านกล้าที่นาคร

ก็เช่นนี้แหละหนาอารยะ
ไยยี่หระจะฟูมฟาย ไยทอดถอน
เร่ระหก ผกผิน บินแรมรอน
เพื่อล้มนอนสะอื้นสั่นกระนั้นหรือ?

เพื่อนยาเจ้าเพื่อนยาเอ๋ย...
นักเดินทางใช่ไม่เคยกระเหี้ยนหือ
เขาทุ่มโหมแรงสุดดุจกระบือ
และเขาถือรอยล้มช้ำ เป็นย่ำย่าง

มันเป็นเช่นนี้แหละเพื่อนรัก...
วิถีทางอันหน่วงหนัก นักแผ้วถาง
เมื่อออกเดินเกินกำลังจะหยั่งทาง
จึงล้มลงจึงหลงบ้างในบางครั้ง

จะร้องไห้ไปไยเล่าเจ้าเพื่อนรัก...
ก็ใช่จักโลกบิดเบี้ยวจะเหลียวหลัง
ยุคสมัยก็ปราดเปรียวเกินเหลียวฟัง
ค่านิยมหรือจะนั่ง,ตั้งตารอ

ปาดน้ำตาเสียเถิดหนาเพื่อนยาเพื่อน
เช็ดรอยเปื้อนและเบือนหน้าเถิดข้าขอ
หนึ่งหัวใจที่ผงาดอาจไม่พอ
ขอเศษใจจะไปต่อ ก็พอใจ

เมฆขาวขาวยังพราวฟ้าอยู่หนาเพื่อน
ตะวันเลื่อนยังฟ้าแดงแลแสงใหม่
พลังศรัทธาจะค้นหาผู้มาไกล
และกลีบกล้าจะแทงใบในป่าปูนฯ


ถึงมิตรนักแรมรอน

ที่คั่นหนังสือ

30 ธ.ค. 2550

ของขวัญปีใหม่

ลมหนาวหนาวผ่าวผ่านพาดก็ขาดห้วง
ไฟหลายดวงล่วงดับลงลับหล้า
ถนนใหญ่ไร้ยวดยานจะผ่านตา
ชานชลาเปลี่ยวร้างว้างผู้คน

เท้าน้อยน้อยค่อยยันขึ้นชันร่าง
ตรงริมทางพลางตามองท้องถนน
เงียบจริงหนอคืนนี้ไม่มีคน
เด็กหญิงบ่นอยู่คนเดียวก่อนเลี้ยวไป

เท้าน้อยน้อยค่อยเกร็งเขย่งเท้า
ตรงตรอกเงาเหงาลึกของตึกใหญ่
ถังขยะใบนี้ไม่มีอะไร
ถังใบใหม่ใบนั้นนั่นอาจมี

มือน้อยน้อยค่อยคลำอย่างลำบาก
มีเพียงซากกระดูกไก่ในใบนี้
กับข้าวเหนียวห่อพับทับอีกที
เด็กหญิงคลี่ขึ้นดมพลางอมยิ้ม

ปากน้อยน้อยค่อยเคี้ยวข้าวเหนียวซีด
นิ้วแคะรีดเศษเนื้อไก่พอได้อิ่ม
เด็กหญิงมองอีกจุดหมายพลางพรายยิ้ม
ตั้งอยู่ริมบาทวิถีมีอีกใบ

ลมหนาวหนาวผ่าวผิวอยู่หวิวหวาม
หนาวอยู่ท่ามดิถีของปีใหม่
เท้าน้อยน้อยค่อยคลำออกย่ำไป
เปิดของขวัญชิ้นใหม่ที่หมายตา


แด่ เด็กหญิงคนเมื่อสักครู่

ที่คั่นหนังสือ

1 ธ.ค. 2550

จดหมายจากปลายขนำ/พี่ท่านธุลีดิน

น้ำตาไม้

☉ขื่นเข่นเข็นขุกสุกไหม้
ตาไม้แตกปมขมเข้ม
เคลือบขุ่นฝุ่นลมตมเต็ม
ลามเล็มรอยแผลแผ่วง

เติบกลางเกาะน้อยต้อยติด
เบียดชิดบิดเบือนเลื่อนโล่ง
ใช่ล้อมด้วยน้ำลามลง
แต่คือกลางดงคอนกรีต

รดด้วยไอเสียไอสาบ
ซึมซาบรากเซียวเรียวรีด
เซาะซับกากดินกินกรีด
ซมซีดซากเขียวเรียวใบ

แคระแกร็นแข็งแห้งเกร็งทั่ว
ตมตุ่มตามัวหม่นไหม้
ก้านโกร๋นกิ่งกร่อนกล้อนไป
..
..
จึงตุ่มตาไม้ไร้น้ำตา ฯ

28 พ.ย. 2550

น้ำตาต้นไม้

เสียงหวีดหวิวปลิวลมระทมเรื่อง
ใบบิดปลิดเหลืองสู่เบื้องล่าง
ก้านกิ่งโกร๋นเกรียนเตียนทาง
ชะโรยลมสะอื้นว้างหว่างตุ่มตา

เปลือกกร้านผ่านโลกอย่างโชกโชน
เขียวใบเคยไหวโอนโยนหยอกฟ้า
ก้านกิ่งเคยอิงเนาเหล่านกกา
รากอ่อนชอนท้าประดาดิน

เคยแปลงแดดเป็นแผดเงาให้เขาซุก
คลอดผลสุกเป็นลูกเรื่อก็เผื่อสิ้น
ผลแห่งเราปวงเขาก็เคยกิน
ระแหงดินก็เคยซับให้ดับไอ

ลมวิปโยคกระโชกชั้นเคยกันบัง
น้ำหลากหลั่งท่วมทับเคยซับให้
อากาศเน่าก็เข้ารับเคยซับใบ
อากาศใหม่ให้คืนเขาเราก็ทำ

เสียงหวีดหวิวปลิวลมผสมขื่น
เสียงสะอื้นกลืนแน่นในแก่นช้ำ
สั่นสะท้านน่านป่าพนาธรรมฯ
วีระกรรมแห่งเราเขาไม่เห็น

พลันเสียงนั้นก็พลันลบด้วยกลบเสียง
แห่งสำเนียงเครื่องยนต์อันข้นเค้น
คำรามก้องกลืนกระเดือกยะเยือกเย็น
ขบซี่เน้นเตรียมขย้ำอยู่ตำตา

น้ำตาหว่างต่างตุ่มค่อยสุมเอ่อ
เรียวกิ่งเผลอสั่นกลัวรัวผวา
หยาดหยดยวงร่วงพร่างหว่างตุ่มตา
เนื้อแก่นกล้าหนาวอกสะทกทรวง


คั่นฯ

จดหมายจากปลายขนำ/พี่ท่านธุลีดิน

☉ในราตรีตรงนี้ไม่มีแสง
เรื่อยสายลมโรยแรงมาแฝงฝัน
ยังลืมตาผวาตื่นผ่านคืนวัน
สงัดงันในโลกสงบเงา

รัตติกาลคลี่ม่านมานานเนิ่น
ยังคล้ายเพลินย่ำไปในความเหงา
กระซิบเสียงเสภามาแผ่วเบา
จึงแนบเนามิตรอักษรเป็นคอนเคียง

ในโลกฝันอันร้างอ้างว้างนัก
ได้พิงพักดวงใจแม้ไร้เสียง
อุ่นอักษรกลอนหวานจารจำเรียง
ก็สุขเพียงสวรรค์วิมานแมน

ป่านฉะนี้ส้มลิ้มคงหลับฝัน
แลท่านคั่นก็คงกรนจนสุขแสน
ณ ราตรีกระจ่างทั้งดินแดน
คงเหมือนแม้นอมฤตดุสิตา

เรื่อยสายลมโชยช้ามาฉ่ำชื่น
เย็นระรื่นคืนคล้อยละห้อยหา
ผ่านราตรีอีกครู่สู่ทิวา
ฝากสายลมอักษรามากล่อมนอน ฯ

25 พ.ย. 2550

สหายแม่นางส้มลิ้ม

*ในราตรีมีแสงด้วยแรงเดือน
เสมอเสมือนจันทราจักปราศรัย
ด้วยถ้อยคำพร่ำรักจากดวงใจ
สู่ดาราสกาวใสในนภา

*วายุพัดผิวแผ่วแว่วลมโบก
สงบโลกปลอบดินถึงถิ่นฟ้า
นิทรารมย์ห่มหุ้มดวงวิญญา
แนบโลกาด้วยแสงฉายจากกายจันทร์

*กรุ่นกมลอลอวลด้วยมวลไม้
กลิ่นกำจายรายล้อมกล่อมขวัญ
รัญจวนใจให้คนึงซึ่งสุขสันต์
ในคืนวันอันสงบจบทิวา

*แว่วยินเสียงร้องริกกระซิกกระซิบ
มีแสงวิบวับวาวพราวเวหา
มวลแมลงแข่งรับขับดุริยา
หิ่งห้อยน้อยล่องลอยมาพาคำนึง

*ในความเงียบเยียบเย็นเป็นนิมิตร
ดังใกล้ชิดคนเคยใกล้ให้คิดถึง
ยิ่งยามดึกนึกหายิ่งซ่านซึ้ง
ถวิลถึงอุ่นไอที่ใจคอย

*เอนกายลงตรงผืนดินอิงยอดหญ้า
ห่มกายาด้วยแสงดาวคราวเคลื่อนคล้อย
รอทิวาพาอรุณรุ่งเลิศลอย
และรอคอยคนไกลให้คืนเคียง ฯ

* * * * * * *

แม่นางส้มลิ้ม

23 พ.ย. 2550

วานจันทร์

oผลิจันทร์ลอยจันทร์เด่น...ระเริงเล่นระเด่นดวง
ค่อนคืนสิจะล่วง..........นวลอาบดวงอยู่ยวงไย
ค่ำมืดที่จืดกร่อย.........ลมละห้อยยังลอยไป
ดึกดื่นคืนยาวไกล........จะโลมไล้ฤทัยตรม


oวานจันทร์ช่วยปันแสง....ชะรอยแล้งแห่งระทม
ปัดไล่ความระงม.........ที่ผสมอยู่ถมทรวง
วานปัดขจัดเป่า..........เถอะนะเจ้าเจ้าจันทร์จวง
ใจข้าจะล้าดวง..........สิจะร่วงอยู่รำไร


oลมเรื่อยละเลื้อยล่อง....ท่วงทำนองสิก้องใจ
วอนจันทร์ชำระไป.......ผิว่าใจได้คืนแรง
ค่อนคืนตื่นตระหนก......ใจช้ำฟกในอกแฝงฯ
กลัวนวลจะไร้แรง.......จะไร้แสงเหมือนแรงตัว


oคืนเหงาและเงาจันทร์....ลมสะบั้นอยู่ระรัว
โอบอกสะทกทั่ว........สะทกกลัวจับขั้วใจ
วานจันทร์เถอะจันทร์เจ้า...วาระเศร้าเข้าโอบไอ
โปรดไล่ระเหยไป.......ผิว่าใจได้หยัดยืน

21 พ.ย. 2550

จดหมายจากปลายขนำ/พี่ท่านธุลีดิน

รัตตัญญูผู้รู้ราตรีนาน

ผ่านเรื่องราวหนาวร้อนมาหลายยุค
ผ่านล้มลุกรักลาจนชาเฉย
จมน้ำตาทารุณจนคุ้นเคย
ล่วงลุเลยอารมณ์บ่มวิญญาณ

เดินทางไปสุดหล้าค้นหาฝัน
ข้ามคืนวันขื่นข้นทั้งขมหวาน
เรียนรู้โลกรุกรับอยู่กับกาล
ทรมานสุขเศร้าล้วนเคล้ากัน

จากเห็นโลกอย่างโลกเป็นโลกอยู่
ก็กลับดูเป็นอื่นราวตื่นฝัน
มุทะลุแกว่นกล้าท้าประจัญ
จะโรมรันโลกร้ายด้วยกายใจ

ผ่านเรื่องราวหลายหลากฝากรอยแผล
จึงกลับแลเห็นโลกเป็นโลกใหม่
สงบนิ่งอิงสุขทุกสิ่งไป
ล้วนฝากไว้งันเหงาในเงากาล

ราตรีเคลื่อนเดือนคล้อยดาวลอยลับ
เนิ่นนิ่งกับเรือนใจไร้คำขาน
รัตตัญญูผู้รู้ราตรีนาน
มองโลกผ่านม่านเงาอย่างเข้าใจ ฯ

17 พ.ย. 2550

ผู้รู้ราตรีนาน

ท่านผู้เฒ่าเฝ้ามองบนท้องฟ้า
เบื้องนภาราตรีนี้พร่างแสง
ลมระบายป้ายผิวอยู่ริ้วแรง
เรไรแฝงสำเนียงในเวียงไพร

ดึกสงัดอยู่บัดนี้ ณ ที่หนึ่ง
รอยรำพึงถึงวันวาน,ถึงกาลไหน?
กร้านเหี่ยวย่นบนดวงหน้าผู้มาไกล
แถลงไขถึงวิถีที่แรมรอน

ย่นอดีตขีดทบเข้าขบคิด
แห่งชีวิต แห่งวิญญาน แห่งกาลก่อน
เคยทุกข์หนัก เคยอ่อนล้า เคยอาวรณ์
เคยทอดถอดกระทั่งกู้สู้ชะตา

เคยรู้รสอดอยากจนปากซีด
ครั้งอดีตแก่งแย่งแสวงหา
เคยรู้รสสุขล้นท้นอุรา
ครั้งชะตาขีดทางเข้าข้างตน

ดึกสงัดอยู่บัดนี้ ณ ที่นั่น
หนึ่ง'รัตตัญญู'อยู่มองท้องถนน
แววตาฝ้าจับฟ้าเรืองอยู่เบื้องบน
อีกสักหนเผื่อค้นพบประสบการณ์

อีกกี่คืนได้ตื่นหวนทวนชีวิต
ผลิผลิตอุธาหรณ์สอนลูกหลาน
รัตตัญญู=ผู้รู้ราตรีนาน
ผู้เบิกบานในรอยย่ำของค่ำคืน

ผิวหยาบย่นบนริ้วมือคืออดีต
อันเค้นขีดชะตาตนอย่างทนฝืน
ท่านผู้เฒ่าพิจลายมือก่อนยื้อยืน
ลูกไปอื่น หลานจากหาย..หลายราตรี

ที่คั่นหนังสือ

7 พ.ย. 2550

จดหมายจากปลายขนำ/พี่ท่านธุลีดิน

มาแล้วขอรับท่านคั่น
ผ่านวันเหนื่อยหนักนักหนา
บางครั้งสว่างคาตา
ทรมาอยู่กับความอภิรมย์

นั่งเกลาขัดสีนิยายอ่อนหัด
เดี๋ยวตรงโน้นติดขัดเดี๋ยวตรงนี้มิเหมาะสม
ยิ่งทวนยิ่งเห็นจะเป็นลม
สะกดผิดไว้จมเลยทั่น

โชคดีมิ่งมิตรสะกิดสะเกา
ผ่อนเบาไปได้หลายขนาน
ปวดเศียรเวียนวนจนวันวาน
ก็เป็นอันเสร็จสมอารมณ์ปอง

แต่นี้คงแวะบ่อยขึ้น
กลอนไม่รื่นก็จะมาสนอง
ร่วมร้อยรับรองล้อคลอทำนอง
ขับบรรเลงร้อยกรองกวีกานต์

เออแน่ะ! ทั่นคั่นที่เคารพ
มาได้พบก็อยากชวนสรวลสนาน
จะดีไหมใคร่วานเพื่อนเปิดเรือนชาน
เป็นอาศรมกรองกานต์พิมานกลอน

เก็บรวมรวมบ้านนักกลอนอักษรขยัน
เชิญเหล่าทั่นร่วมถักลายอักษร
แลกลิ้งค์กันในเหล่าเผ่าภมร
ได้สัญจรไปมาชวนพาที

เป็นเรือนไทยปั้นลมดูกลมเกลี้ยง
แว่วยินเสียงเสภาสง่าศรี
เหล่านักกลอนเอ่ยวาจาภาษากวี
ล้วนมากมีแลกคำเป็นทำนอง

แล้วสังคมในฝันอาจพลันเกิด
ได้ชูเชิดฉันทลักษณ์ประจักผอง
รสประพันธ์สรรล้ำประคำกรอง
ช่วยประคองสืบสานให้นานไป

โอ..แค่ฝันก็เพลินจำเริญแล้ว
ต้องรีบแจวลาก่อนตอนยังไหว
ที่ว่ามาอย่าถือมือมันไว
กลอนพาไปพาจรตะลอนลุย

แล้วจะมาคารวะเป็นระลอก
ฉิ้งกระฉอกวัจนาชวนฮาหุย
ว่างเมื่อไรแวะหากะชวนคุย
นำปอยปุยอักษรามากำนัล

จงจำเริญในการทุกงานล่วง
แลโชติช่วงเรื่อยไปดังใจฝัน
มีสาวแก่แม่ม่ายหมายผูกพัน
ขอท่านคั่นสุขาสถาพร ฯ

31 ต.ค. 2550

ข้าพเจ้าอยู่นี่...ท่านที่รัก

ข้าพเจ้าอยู่ตรงนี้...ท่านทั้งหลาย
อยู่บนความเมามายยุคสมัย
อยู่กับห้วงท่วงระทม'ตรมใจ
อยู่กับความยากไร้ของผู้คน

ข้าพเจ้าอยู่นี่ท่านที่รัก
และจะปักหลักแหล่งลงแห่งหน
จะยึดเหนี่ยวด้วยเรี่ยวแรงที่แรงทน
จะปะปนซากเศษฝันอันอุดมฯ

ข้าพเจ้าจะอยู่นี่ท่านที่รัก
อยู่กับความจมปลักความหมักหมม
อยู่กับความอ้างว้างร้างอารมณ์
อยู่กับความโสมมที่ห่มเมือง

ข้าพเจ้าอยู่นี่ท่านที่เคารพ
อยู่บนมหรสพคาวน้ำเหลือง
อยู่ใต้แสงสดสันอันเมลือง
อยู่ในความปลดเปลื้อง สัญชาติญาณ!

ข้าพเจ้ามาดีท่านที่รัก
และจะจักตระเตรียมความเหี้ยมหาญ
ไว้รอรับขับสู้'บรรณาการ
ข้าพเจ้าคือ ความทรมาน ผู้มาเยือน!



คั่นฯ

27 ต.ค. 2550

ท่ามเมือง:สวัสดีลมหนาว

มันเกิดขึ้นเมื่อเช้านี้เอง

ในขณะที่ข้าพเจ้ากำลังปลดปล่อยอารมณ์เช่นทุกเช้า พลันนั้นมันก็ค่อยๆพรั่งพรูมาอย่างกระมิดกระเมี้ยนราวกับผู้ผ่านทางที่เขินอาย ครั้นพอข้าพเจ้าโปรยรอยยิ้มรับมันนั่นแหละมันถึงได้พากันพร่างพรูออกมาจากซอกตึกเต็มกระบวนสาย

"สวัสดีลมหนาว" ข้าพเจ้าพึมพำในรอยยิ้มนั้น พร้อมๆกับหลับตาเพื่อจะใช้ผิวหน้าสัมผัสสหายเก่าที่ผ่านทางมาเช่นทุกขวบฤดู
"ไม่ผิดแน่ ลมหนาวจริงๆด้วย" ข้าพเจ้านึกในใจเมื่อพริ้วกระแสโลมไล้บนผิวหน้า รู้สึกได้ถึงความแผ่วเย็นที่คุ้นเคย

ครั้งหนึ่งเมื่อนานมาแล้ว ในวัยเยาว์ที่ข้าพเจ้าไม่เคยรับรู้ว่าโลกใบนี้กว้างมากมายสักเพียงไหน ข้าพเจ้าและเพื่อนวัยเดียวกันอีกหลายคนมักชอบฤดูนี้มากที่สุด ฤดูที่สายลมพัดพาเอาความเย็นสะอาดมาพร้อมกับดอกอ้อยและตัวออดแอด ช่วงเวลาเหล่านั้นเป็นช่วงเวลาที่สนุกสนานที่สุดของปี เพราะพวกเรามักจะสนุกกับการไล่ล่าด้วงมีเขาและแข่งทำใบพัดจากก้านของดอกอ้อย สายลมที่ทอสายมาอยู่เป็นระยะดุจเดียวกับรอยยิ้มของพวกเรา หมอกหนายามเช้าเย้ายวนให้ออกไปวิ่งไล่จับ เค้าของความรู้สึกช่วงแบบนี้หอมชื้นและชื่นใจทุกครั้งเมื่อคราวลมหนาวผ่านทางมา จวบกระทั่งเมื่อข้าพเจ้าเติบใหญ่ บางค่ำที่ความหนาวลงจัดเรื่องเล่ารอบสุมไฟก็จะจัดขึ้นในค่ำนั้น กลิ่นมันเผาลอยคลุ้งท่ามกลางเรื่องตลกและตื่นเต้นของพ่อ เป็นอย่างนี้จวบจนสิ้นฤดู ความรู้สึกในช่วงเวลานั้นสำหรับข้าพเจ้าดูเหมือนจะสมบูรณ์ที่สุดในช่วงชีวิต หอมหวามและรื่นเริงท่ามกลางบรรยากาศที่แสนวิเศษ ปลดปล่อยความรู้สึกออกได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องเก็บมารยาอะไรไว้

ข้าพเจ้าค่อยๆลืมตา สูดหายใจลึก

คงจะดีถ้าข้าพเจ้าไม่เคยรับรู้ว่าโลกใบนี้กว้างมากมายสักเพียงไหน

ด้วยความเคารพ

คั่นฯ

ท่ามเมือง:วันแรก

ถ้าจะนับเป็นวันอย่างละเอียดผมเองก็จำไม่ได้แล้วว่าผมก้าวเข้ามาเหยียบแผ่นดินคอนกรีตนี้ตั้งตั้งแต่วันที่เท่าไหร่ เดือนอะไร รางๆว่าหน้าร้อนเมื่อหกปีก่อน แต่ก็จนปัญญาที่จะไล่เดือนไล่วัน ผ่านเวลามาเนิ่นนานมากถ้าจะเทียบเอากับขวบวัยยี่สิบกว่าๆของผม เวลาขนาดนี้ผมว่ามันพอสำหรับให้ทารกคนหนึ่งรู้ประสาได้เชียวละ

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไรผมถึงได้คร่ำครวญกับอดีตได้อย่างเอาเป็นเอาตายในระยะเวลาหลายวันมานี่ ยิ่งในเวลาที่ผมต้องอยู่คนเดียวนี่อาการยิ่งหนัก หนักเสียจนบางครั้งมันเป็นเหมือนสัญลักษณ์ของความเหงาอีกรูปแบบหนึ่ง ทว่าในตอนจบของกระบวนการฟุ้งซ่านนั้นผมมักจะมโนภาพของผมกับเพื่อนอีกสองคนยืนอย่างไร้จุดหมายหน้าสถานีขนส่งแห่งหนึ่ง มันเป็นความทรงจำที่แจ่มชัดที่สุดเท่าที่ผมนึกได้

"ไปยังไงต่อว่ะ" ผมถามเบาๆ
"ไปแทกซี่ดีกว่ากูว่ายังไงก็ไม่หลง" เพื่อนผมแสดงความคิดเห็น
"ไม่เอา แม่กูสั่งมา พวกนี้มันหรอก แม่กูบอกว่ามันชอบพาอ้อม" เพื่อนอีกคนหนึ่งค้านขึ้น
"ถ้ายังงั้นก็รถเมล์"เพื่อนคนแรกเสนอ
"ไปกันถูกเหรอ" ผมว่า
" แล้วจะเอายังไง กูว่าแล้วจะมาก็ไม่ศึกษากันก่อนยังงี้กูว่าได้มีกลับบ้านไปตั้งหลักใหม่แน่" เพื่อนคนแรกบ่น
"โอ้ย เด็กๆไม่หลงหรอกเชื่อกู แม่กูบอกว่าถ้าหลงให้ไปหาตำรวจรับรองปลอดภัย"เพื่อนอีกคนหนึ่งว่า
"ถ้ายังงั้นก็ไปรถเมล์ แล้วสายอะไรพี่เอ็งได้บอกไว้หรือเปล่า" ผมถาม
"ตามมาก่อน เดี๋ยวเห็นเบอร์ก็จำได้เอง กูก็ไม่ค่อยแน่ใจ"เพื่อนคนแรกตอบพร้อมกับเกาหัว

ในวันนั้นเรื่องราวต่อๆมาดูเหมือนจะเลือนรางในภาพความทรงจำ ผมจำได้เลาๆว่าพวกเราสามคนนั่งรอรถเมลล์สายที่"ไม่ค่อยแน่ใจ" ของเพื่อนเกือบครึ่งวันด้วยจิตใจที่คึดถึงบ้านสุดหัวใจ หิวจนหายหิว เบื่อจนเลิกเบื่อ ทว่าไม่มีใครล้มเลิกความพยายามที่จะไปให้ถึงจุดหมายเลยสักคน พวกเราไม่หลงทางเพราะหลังจากนั่นเพื่อนคนหนึ่งของผมก็ตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยวที่จะคลำทางไปหลังจากที่คอยช่วยกันอ่านข้อความบอกทางข้างรถเมล์อยู่หลายชั่วโมง กระทั่งทุกวันนี้ตัวผมเองก็ยังจำสายรถเมล์ได้ทุกสายที่วิ่งผ่านหน้าสถานีขนส่งสายใต้ใหม่

ผ่านมาแล้วหลายร้อนนับจากฤดูร้อนปีนั่น บางครั้งผมนึกขำกับภาพของเด็กหนุ่มสามคนที่กลัวหลงทางท่ามกลางเมืองที่แปลกตาสำหรับพวกเขา ทุกวันนี้สำหรับผมความรู้สึกตื่นกลัวเหล่านั้นหายไปแล้ว ผมคุ้นกับรถเมลล์ทุกสาย คุ้นกับพื้นที่แทบทุกที่ในเมืองหลวง ข่าวคราวของเพื่อนสองคนนั้นล่าสุดกลับไปยังบ้านเกิดของเขาแล้ว ทว่าคงมีแต่ผมคนเดียวที่ยังคงอยู่ในเมืองใหญ่แห่งนี้

หรือจะมีเพียงผมคนเดียวที่หลงทางอยู่ที่นี่!

หกปีมันนานพอที่จะทำให้ทารกรู้ประสาเชียวละ



ด้วยความเคารพ


คั่นฯ