9 ส.ค. 2550

นิราศตามหาแม่ลำดวน

โอ้อกเอ๋ย.....เจ้าอยู่แห่งหนไหนแม่ลำดวน

ฉะนี้หรือความวิไลในเมืองหลวง
มันโชติช่วงโอ่อ่าดั่งฟ้าสวรรค์
เมืองมันใหญ่พี่จะไปอย่างไรกัน
ตึกมั่นคั่นเหมือนวงกตที่คดงอ

ถึงสายใต้ใจคอเริ่มห่อเหี่ยว
แลมองเหลียวหาทางไปใจคิดท้อ
ทางก็ไข่วรถก็พล่านผ่านที่รอ
จะไปต่ออย่างไรกันมันมืดมัว

พอถามทางเขาพลางกลัวว่าตัวบ้า
เป็นคนป่าดูโง่เง่าเท้าจรดหัว
แต่งตัวมอมอีกผมเผ้าเขาคงกลัว
รูปมันชั่วตัวมันดำจะทำไง

มองท้างซ้ายมองทางขวามันล้านัก
จะตั้งหลักตรงไหนเล่าเจ้าโฉมไฉ
ยังไม่รู้เจ้าอยู่ใกล้หรืออยู่ไกล
อยู่ส่วนไหนของเมืองหลวงแม่ดวงเดือน

ตัดสินใจเดินไปตายเอาปลายดาบ
ใจมันอาบด้วยแรงห่วงแม่ดวงเหมือน
เจ้าหนีหายจากปลายนามาหลายเดือน
หรือโดนเพื่อนแมงดาเจ้าเขาล่อลวง

ออกย่ำไปใจยังตรึงถึงหน้าเจ้า
ทั้งสองเราเคยพร่ำพรักว่ารักหวง
ยิ้มหยอกเย้าทุกครั้งคราวข้าวผลิรวง
เคยเคล้าควงกอดยุพิณกลางดินลาน

ถึงปิ่นเกล้าเท้าขามันล้านัก
ปูนมันหนักไม่ยวบโยนเหมือนโคลนบ้าน
ทรุดนิ่งลงบาททางเดินอยู่เนิ่นนาน
นึกสงสารเวทนาชะตาตน

มีคนรักกลับน้อยนักวาสนา
ไม่นำพาชะตากรรมไม่นำผล
หวังอยู่คู่อิงแอบได้แนบยล
กลับต้องทนร้างรักหนักเหนื่อยใจ

ออกย่ำต่อขอกับฟ้าว่าชาตินี้
หากบุญมีให้ได้พบสบสมัย
ข้าบากบั่นอย่างอยากแสนจากแดนไกล
ขอให้ได้เจอคนดีสักทีเทอญ

ถึงเจ้าพระยาน้ำตาพาจะไหล
ทอดถอนใจอีกฟากฝั่งช่างห่างเหิน
หรือกรรมเก่ามาขีดกั้นคั่นทางเดิน
ให้เผชิญอุปสรรคในรักเรา

ล้วงลงย่ามพลางถามตัวว่ากลัวไหม
ในเมืองใหญ่ที่ใจแคบแบบโฉดเฉา
เสียงหาญกล้ามันกระซิบอย่างกริบเบา
แต่เสียงเศร้าที่อ้างว้างช่างประดา

หยิบจดหมายเมื่อหลายเดือนของเรือนแก้ว
"น้องอยู่แถวเพชรบุรีนะพี่จ๋า"
"อยู่ร้านอาบอบนวดแอนด์สปา"
"ไม่หนักหนางานสบายรายได้ดี"

ให้หวนจำวันเจ้าลาที่หน้าบ้าน
"คงไม่นานจักคืนนามาหาพี่"
"รอน้องหน่อยนะกลอยใจอ้ายคนดี"
"จม.มีเดือนละฉบับน้องรับรอง"

มองเจ้าพระยาที่คลักขุ่นอย่างครุ่นคิด
อยากว่ายตามดวงจิตคิดลองของ
หากคนงามอยู่ตรงข้ามโขงฝั่งคลอง
พี่จะลองว่ายวัดดูให้รู้ใจ

ถึงเย็นย่ำจวนค่ำตกสะทกจิต
นั่งนิ่งคิดอย่างตรึกตรองมองน้ำไหล
กระแสกรากกระชากเชี่ยวมันเปลี่ยวใจ
น้ำผ่านไหวน้ำตาใจจะไหลตาม

ควักขาวม้าขึ้นปาดหน้าอย่างล้าเหนื่อย
ลมลอยเรื่อยชโลมริ้วอย่างหวิวหวาม
วานฝากลมให้ส่งต่อถึงข้อความ
พี่จะตามให้เจอตัวอย่ากลัวไป

รุดเลียบริมฝั่งพระยาเดินหน้าต่อ
ดูว่าพอจะมีทางข้ามบ้างไหม
ออกย่างย่ำอยู่สักเดี๋ยวเฉลียวใจ
เห็นสะพานอยู่รำไรที่ปลายตา

ถึงสะพานพระปิ่นฯก็สิ้นแสง
ไฟเหลืองแดงส่องโชติช่วงดวงอุษา
ให้สับสนความพิกล สนธยา
ดั่งเขาว่า "เมืองไม่หลับกลับเป็นวัน"

มองผืนน้ำความเหวงโหวงของโค้งน้ำ
เหมือนพรอดพร่ำคำเชิญเชื้อเผื่อแผ่ฝัน
ช่างเย้ายวนชวนกระโดดลงไปพลัน
ถึงครานั้นฉันคงหมด รสระทม

ออกสาวเท้าแต่ร้าวใจไปถึงจิต
ยิ่งครุ่นคิดยิ่งไร้สุขยิ่งทุกข์ขม
ปวดไปทั้งฝ่าเท้าร้าวระบม
แต่ปวดกว่า ปวดใจตรมระทมทรวง

ถึงสนามหลวง ความห่วงหามันถ่าโถม
แม่ยอดโฉมอยู่สุขไหมในเมืองหลวง
อย่าได้เจอเรื่องแย่ๆแม่พุ่มพวง
พี่จะล่วงเข้าไปรับเจ้ากลับมา

ออกย่ำไปอีกใจหนึ่งพึงประวิง
หรือความจริงนวลนุชน้องที่มองหา
ไปมีใจให้ชายอื่น ไม่คืนนา
หลงมายาหลงแสงสีที่นคร

ทอดอาลัยใจพาลล้าตาจะหลับ
หรือจะกลับเสียตอนนี้ พี่ทอดถอน
ไร้ความรักไร้กระทั่งรังจะนอน
ไร้งามงอนมาเป็นคู่เจ้าชู้ใจ

2 ความคิดเห็น:

DiN กล่าวว่า...

ไปโผล่ที่สะพานพระปิ่นฯ เช่นนี้น่าจะเป็นนิราศหมูกระทะนะขะรับ อิ อิ อิ
..
..
อา...ตัวอักษรใหญ่ขึ้นแล้ว
ยังมีตัวอักษรในไซด์บาร์บนจอจิ๋วของข้าพเจ้านั้นเล็กจนไม่เป็นตัวอักษร(ขนาดฟอนด์มีเดี๊ยม)
..
..
ธีมนี้เหมาะกับบทกวีดีนะขะรับ
ให้บรรยากาศเก่า ๆ ทั้งรูปแบบ.อักษรแลสีสัน

อรุณสวัสดิ์ขอรับท่านคั่น

ท่านทราบบ้างไหม?ท่านขุนแสนหายไปไหนขอรับ?
ข้าพเจ้าเข้าบ้านท่านขุนฯไม่ได้จึ่งมิอาจทักทายถามไถ่ไม่เห็นหน้าท่านตามบ้านสหายให้สงกานัก

คารวะ

DiN กล่าวว่า...

อรุณสวัสดิ์ขอรับท่านคั่น

คลับคล้ายว่าลำดวนหมายถึงดอกลำดวนไม่ทราบสะกดด้วย "น. หนู" หรือเปล่า? ข้าพเจ้าไม่มีพจนานุกรม
จึงไม่อาจยืนยัน ท่านเห็นว่าไงขอรับ?
..
..
คารวะ
ดิลล์